ผิดพลาดแล้วไง? เรียก พลังชีวิตกลับคืนมา! สิจะรออะไร



ความผิดพลาดไม่ใช่ความล้มเหลวของชีวิต แต่มันคือแรงผลักดันให้คุณกล้าที่จะก้าวต่อไป ทำให้คุณเข็มแข็งและเติบโตขึ้นด้วยตัวของคุณเอง แต่หลายคนจมปลักอยู่กับความผิดพลาดนั้นนานเกินไป ทำให้กำลังใจหล่นหาย ร่างกายอ่อนแอ วันนี้เราจึงได้นำเอาแนวคิดที่จำให้คุณลุกขึ้นมาสู้อีกครั้งมาฝากกัน ว่าแต่ต้องทำยังไงนั้น เริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ

  1. ความล้มเหลวเป็นขั้นตอนสู่ความสำเร็จ

แน่นอนว่าใครๆ ก็ไม่อยากพบกับความล้มเหลว แต่เราก็ต้องยอมรับความรับว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นคือเรื่องปกติ และเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่จะทำให้เราไปสู่ความสำเร็จ เราต้องพูดกับตัวเองเสมอๆ ว่า มันเกิดขึ้นได้ และมันเกิดขึ้นแล้วต้องหาวิธีแก้ไข เมื่อเวลาผ่านไป เราจะพบว่าความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เรารอบคอบมากขึ้น

  1. หมั่นพูดกับตัวเอง เวลาที่อยู่คนเดียว

เสียงที่มักเกิดขึ้นคือเสียงในหัวของเราที่บางทีอาจจะไม่ได้ออกมาเป็นคำพูดที่ชัดเจน แต่มันถาโถมความรู้สึกของเราให้ตกอยู่ในกล่องสีดำอย่างรวดเร็ว การพูดกับตัวเองมีส่วนในการกระตุ้นให้คุณถอยออกจากฟังเสียงนั้นๆ บ้าง และให้ตัวเองได้บอกกับตัวเองว่าเรายังมีคุณค่า เรายังมีโอกาสในวันข้างหน้า มันอาจจะดูเป็นเรื่องการล้างสมองตัวเองอยู่บ้าง แต่มันก็ดีเสียกว่าที่คุณจะจมอยู่กับความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหม่นหมองที่เรียกว่าจะฉุดความคิดคุณได้อย่างรวดเร็วจนน่ากลัว

  1. คุณกับที่ปรึกษา

สิ่งที่ที่ปรึกษาช่วยเราได้อย่างมากคือการเตือนสติและทำให้เราฉุกคิดอะไรบางอย่าง เพื่อหลุดออกจากวิธีคิดแบบเดิมๆ เพราะเราก็ต้องยอมรับว่าบางทีการที่เราคิดเองคนเดียวนั้น ไม่ใช่คำตอบที่ดีเสมอไป เช่นเดียวกับการคิดเองนั้นจะโดนอคติหรือการคิดเข้าข้างตัวเองบางอย่าง จนทำให้เราหลุดออกจากปัญหาไม่ได้ มันเลยจะดีกว่าถ้าคุณไปฟังคนอื่นที่เขามองปัญหาจากมุมข้างนอกแล้วชี้ทางออกให้คุณเห็น และ Mentor คือคนสำคัญที่ช่วยคุณในเรื่องนี้ได้

  1. วิเคราะห์เหตุการณ์ นำมาเป็นบทเรียน

เรื่องราวร้ายๆ จะไม่มีวันเป็นบทเรียนที่ดีกับเราได้ถ้าเราไม่คิดจะมองมันเป็นบทเรียนหรือ ตั้งใจที่จะวิเคราะห์มันอย่างจริงจัง ในหลายๆ ครั้งเรามักพยายาม “ลืม” เพราะไม่อยากรู้สึกอะไรกับมัน แต่ในหลายๆ ครั้งคุณควรจะเลือกเผชิญหน้ามันแทนที่จะลืมมันไป ลองใช้เวลาหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาแล้วบรรยายเรื่องที่เกิดขึ้น ลองหาคำตอบว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แม้มันจะเจ็บปวดแต่เชื่อเถอะว่าที่เจ็บหนักที่สุดนั้นได้ผ่านไปแล้วและตอน นี้เป็นเวลาที่ดีกว่าในการมองมันด้วยความ “เข้าใจ” ไม่ใช่แค่ “รู้สึก” เพียงอย่างเดียว

ที่มา : Nuttaputch